นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์

ม็อบแดงทำคนไทยผวาเลิกจับจ่ายใช้สอย ฉุดดัชนีลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ประเมินการชุมนุมจบใน 2-3 วัน เศรษฐกิจเสียหาย 3-5 พันล้าน หากเกินสัปดาห์เสียหายเกินหมื่นล้าน ถ้าเปลี่ยนรัฐบาลจะเสียหายมหาศาล…

นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่อเศรษฐกิจไทยประจำเดือน ก.พ.2553 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชน 2,232 คน ปรับตัวลดลงทุกรายการเป็นครั้งแรกรอบ 4 เดือน โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.พ.เท่ากับ 78.4 ลดจากเดือน ม.ค.ที่ 79.3 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน 65.2 ลดจาก 65.8 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต 81.8 ลดจาก 82.8 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม 70.9 ลดจากเดือน ม.ค.ที่ 71.9 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน 69.6 ลดจาก 70.4 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต 94.7 ลดจาก 95.7

สาเหตุที่ทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงสูงสุด มาจากความวิตกกังวลต่อเสถียรภาพการเมือง โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ช่วงวันที่ 12-14 มี.ค.นี้ ทำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายน้อยลง รองลงมาจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีก เฉลี่ยลิตรละ 1.10 บาท รวมทั้งภาวะค่าครองชีพ และราคาสินค้าที่ทรงตัวระดับสูง แต่รายได้ยังไม่เพิ่มขึ้นตาม โดย เฉพาะการจ้างงานที่ยังไม่ฟื้นตัว นอกจากนี้ คนส่วนใหญ่ยังเป็นห่วงต่อการชะลอโครงการมาบตาพุด และความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก

“ความกลัวต่อปัญหาการเมืองและความรุนแรงในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เป็นเหตุผลหลักทำให้ความเชื่อมั่นหยุดชะงักและกลับมาติดลบเป็นครั้งแรกรอบ 4 เดือน แต่เชื่อว่าเป็นการสะดุดระยะสั้น หากไม่บานปลายเกิดความรุนแรงน่าจะเติบโตได้ต่อเนื่อง เพราะแม้ว่าค่าดัชนีเดือน ก.พ.จะลดลง แต่มีค่าสูงกว่าดัชนีเดือน พ.ย. และ ธ.ค.2552 รวมทั้งค่าเฉลี่ยดัชนี 2 เดือนแรก สูงกว่าค่าดัชนีไตรมาส 4 จึงเชื่อว่าในระยะยาวความเชื่อมั่นมีทิศทางขาขึ้นต่อ”

นางเสาวณีย์กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง สะท้อนว่าผู้บริโภคชะลอการจับจ่ายใช้สอยในระยะสั้น โดยเฉพาะการสำรวจความต้องการซื้อบ้าน รถยนต์ ท่องเที่ยว และการทำธุรกิจเอสเอ็มอีที่ลดลงทั้งหมด โดยรถยนต์ลดครั้งแรกรอบ 10 เดือน ซื้อบ้านใหม่ ท่องเที่ยว และทำธุรกิจเอสเอ็มอีลดลงรอบ 9 เดือน แต่หากเดือน มี.ค.-เม.ย.ไม่มีความรุนแรง การใช้จ่ายน่าจะดีขึ้นในไตรมาส 2 และกลับสู่ภาวะปกติในครึ่งปีแรก แต่ถ้าการเมืองรุนแรงขาดเสถียรภาพต่อเนื่องตลอดครึ่งปีแรก ก็จะทบทวนและปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจอีกครั้ง

“ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ ประเมินความรุนแรงต่อการชุมนุมคนเสื้อแดงไว้ใน 3 ระดับ หากไม่รุนแรงการชุมนุมยุติภายใน 2-3 วัน เชื่อว่าจะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว บริการ และการใช้จ่ายประชาชน 3,000-5,000 ล้านบาท ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไปนานถึงสัปดาห์ ความเสียหายจะเพิ่มขึ้นสูงเกินหมื่นล้านบาท แต่ถ้ารุนแรงมากจนถึงขั้นมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจมหาศาล และกระทบต่อจีดีพีขยายตัวลดจาก 3-4% เหลือ 2-3%”

อย่างไรก็ตาม มองว่าโอกาสที่จะเกิดความเสีย หายสูงสุด เกิดได้น้อยเพียง 10% เท่านั้น เพราะเชื่อมั่นว่า มาตรการดูแลความมั่นคงของภาครัฐจะดูแลการชุมนุมให้อยู่ในความสงบตามกรอบกฎหมายได้ ผลกระ-ทบต่อเศรษฐกิจจึงน่ามีระยะสั้นเท่านั้น โดยการเติบโตเศรษฐกิจไทยเชื่อว่ามีโอกาสขยายตัวมากสุดที่ 3-4%
นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับบรรดานักธุรกิจจากหอการค้าต่างประเทศในไทย ทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น หรือแคนาดา ไม่ได้ตกใจหรือหวาดกลัวกับสถานการณ์ การชุมนุมที่จะเกิดขึ้น เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติของการใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น จึงไม่ ต้องประเมินถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นเพราะเชื่อว่าเมื่อชุมนุมกันเสร็จก็จะเลิกรากันไปเอง ส่วนการที่ต้องรักษาความปลอดภัยให้กับสถาบันการ เงินที่เป็นจุดเสี่ยงสำคัญถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะการชุมนุมที่มีคนเป็นจำนวนมากอาจมีผู้ที่ไม่หวังดีแฝงตัวเข้ามาและอาจเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ แต่เชื่อว่าคนดีมีมากกว่าแน่นอน ขณะที่ในวันที่ 12 มี.ค.นี้ ก็ยังทำงานที่ทำเนียบตามปกติ แต่ในช่วงบ่ายมีกำหนดการที่ต้องไปตรวจราชการต่างจังหวัด และยืนยันว่ายังทำตัวตามปกติและพักอาศัยอยู่ที่บ้านเหมือนเดิมไม่ได้ย้ายไปไหน เพราะบ้านถือเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว ขณะที่สิ่งของต่างๆที่ทำเนียบก็มีอยู่น้อยมากจึงไม่ต้องขนย้ายใดๆ