“จุรินทร์”ไม่ทิ้งของฟรี เตรียมแจกยาบำรุงครรภ์ผสมไอโอดีน-โฟเลท-เหล็กให้หญิงไทยก่อนตั้งท้อง 6 สัปดาห์ หวังลดปัญหาเด็กไทยโง่-ปากแหว่งเพดานโหว่ หลังพบเด็กไทยประสบปัญหาปีละราว 1,500 ราย คาดใช้เงินกว่า 290 ล้าน….

เมื่อวันที่ 15 มี.ค.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวระหว่างการลงพื้นที่อ.เกาะยาว จ.พังงา และการตรวจเยี่ยมกรมอนามัยเมื่อเร็วๆนี้ว่า สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)มีการดำเนินการนโยบาย เรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ โดยรัฐบาลช่วยเหลือค่าใช้จ่าย 5 ส่วน ได้แก่ ค่าเล่าเรียน แบบเรียน เสื้อผ้า ค่าอุปกรณ์การเรียน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เมื่อปรับเปลี่ยนมารับตำแหน่งรมว.สธ.เตรียมที่จะแจกยาบำรุงครรภ์ที่มีส่วน ผสมของไอโอดีน โฟเลทและเหล็กให้กับหญิงตั้งครรภ์ เพื่อให้เด็กที่จะคลอดออกมามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า กรมอนามัยควรตรวจสอบแนวทางในการแจกไอโอดีนชนิดเม็ดให้กับเด็ก และผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ เพราะมติของคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ที่ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติออกมาแล้วว่าจะมีการแจกยาบำรุงครรภ์ที่มีส่วนผสมของสารอาหารทั้ง 3ตัวให้กับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์จนถึงคลอด และให้ไอโอดีนและเหล็กกับเด็กภายหลังคลอด โดยจะแจกต่อเนื่องจนถึง 5 ขวบ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสมอง และร่างกาย จึงอยากให้เร่งตรวจสอบและรายงานมาที่ตนในการพิจารณาเริ่มโครงการ คาดว่าน่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเร็วๆนี้

ด้านนพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ในส่วนของการให้ยาบำรุงครรภ์กับหญิงตั้งครรภ์ เดิมทีมีการให้ยาบำรุงครรภ์ที่เป็นวิตามินธรรมดา อาจจะมีส่วนผสมของไอโอดีนและโฟเลทไม่ครบถ้วนแก่หญิงตั้งครรภ์ภายหลังตั้ง ครรภ์แล้ว 12 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่ทารกมีอวัยวะครบถ้วนแล้ว การให้ยาบำรุงครรภ์จึงไม่มีประโยชน์อะไรต่อการสร้างอวัยวะต่างๆของทารก โครงการใหม่ของรัฐบาลนี้จะเป็นการให้ยาบำรุงครรภ์ที่มีส่วนผสมของไอโอดีน โฟเลทและเหล็กแก่หญิงไทยก่อนที่จะมีการตั้งครรภ์ 6 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่อวัยวะทารกจะฟอร์มตัวครบถ้วนและให้ต่อเนื่องจนคลอดลูก โดยประมาณการว่าหญิงไทยตั้งครรภ์ปีละ 8 แสนคน แต่ละคนจะต้องรับประทานวันละ 1 เม็ดเป็นเวลาราว 12 เดือน ราคายาบำรุงเม็ดละประมาณ 1-2 บาท น่าจะใช้งบประมาณราว 292 ล้านบาท

อธิบดีกรมอนามัย กล่าวอีกว่า โรคขาดสารไอโอดีน เป็นต้นเหตุที่พบมากที่สุดของภาวะปัญญาอ่อนที่ป้องกันได้ พบได้ในทุกกลุ่มอายุ แต่จะมีผลร้ายแรงชัดเจนในทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนอายุ 2-3 ปี ทำให้สมองมีการเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ลดความเฉลียวฉลาดหรือระดับสติปัญญา(ไอคิว)ของเด็กได้ถึง 10-13 จุด และเด็กมีปัญหาเรื่องการศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียน โดยจากการประเมินสถานการณ์ในปี 2549-2551 พบว่า สัดส่วนระดับไอโอดีนในปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์ที่มีค่าต่ำกว่า 150 มิลลิกรัมต่อลิตรทั่วประเทศคิดเป็น 71.8 % 61.2%และ58.5 % ตามลำดับ ซึ่งตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ระบุระดับปกติต้องไม่เกิน 50 % หากเกินถือว่ายังมีปัญหาการได้รับสารไอโอดีนไม่เพียงพอ ลูกเกิดมามีโอกาสเป็นโรคเอ๋อ มีผลกระทบต่อระดับไอคิว

นพ.สมยศ กล่าวด้วยว่า สำหรับโฟเลทเป็นสารอาหารจัดอยู่ในกลุ่มของวิตามินที่ละลายน้ำ ถ้าร่างกายได้รับโฟเลทไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายจะทำให้การเจริญ เติบโตของเซลล์หยุดชะงัก ในส่วนของหญิงตั้งครรภ์มีความเสี่ยงต่อทารกที่จะเกิดความพิการแต่กำเนิด ได้แก่ ภาวะหลอดประสาทของทารกในครรภ์เปิด และอาการปากแหว่งเพดานโหว่ ซึ่งจากการศึกษาเกี่ยวกับความพิการปากแหว่งเพดานโหว่จากโรงพยาบาลทั่วประเทศ ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบ 1 ราย ใน 400-500 ราย ดังนั้น เด็กเกิดใหม่ปีละ 8 แสนราย จะพบเด็กมีความพิการปากแหว่งเพดานโหว่ถึง 1,500 รายต่อปี.