ข้าราชการตำรวจ ทหาร ประชาชนในจังหวัดยะลาร่วม 1,000 คน ร่ำไห้ร่วมพิธีรดน้ำศพ “ผกก.สมเพียร” ก่อนพร้อมใจตะโกนส่งวิญญาณวีรบุรุษชาติสู่สรวงสวรรค์​…

เมื่อเวลา 12.15 น. วันนี้ (13มี.ค.53) ที่ศาลาการเปรียญ วัดเมืองยะลา ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 นายภานุ อุทัยรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.ต.ท.พีระ พุ่มพิเชษฐ์ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกฤษฏา บุญราช ผวจ.ยะลา รวมทั้งข้าราชการ ตำรวจ ทหาร ครู และประชาชนในพื้นที่จ.ยะลา กว่า 1,000 คน เข้าพิธีรดน้ำศพพ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งถูกคนร้ายลอบวางระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่จนเสียชีวิตเมื่อวานนี้ ( 12 มี.ค.53)

โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า จากนั้นในเวลา 13.05 น. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษา (สบ 10) ฝ่ายความมั่นคงและกิจการพิเศษ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินทางมาเป็นประธานในพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ซึ่งถือเป็นพิธีที่มีความสำคัญสูงสุด หลังจากนั้นได้ส่งศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลต่อที่วัดคลองเปรม ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

สำหรับประวัติของพ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบันนังสตา จังหวัดยะลา เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2493 อายุ 59 ปี สมรสกับนางพิมพ์ชนา ภูวพงษ์พิทักษ์ มีบุตร 4 คน คือ นายชุมพล เอกสมญา, นายเสรฐวุฒิ เอกสมญา, นายอรรถพร เอกสมญา และส.ต.ท.โรจน์จนินทร์ ภูวพงศ์พิทักษ์ สังกัดกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ยะลา ซึ่งขณะส่งศพขึ้นรถยนต์บรรทุก 6 ล้อ เพื่อนำศพไปยังอ.หาดใหญ่ ชาวบ้านที่มาร่วมส่งศพได้ตะโกนขอให้วิญญาณของ ผกก.สมเพียร ไปสู่สรวงสวรรค์ดังกึงก้องทั่วบริเวณวัด 

นางพิมพ์ชนา ภูวพงษ์พิทักษ์ ภรรยาของผกก.สมเพียร กล่าวภายหลังพิธีรดน้ำศพด้วยน้ำตาที่นองหน้าว่า ภูมิใจที่ผู้กำกับสมเพียรได้ทำหน้าที่จนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต แต่เสียใจตรงที่ไม่ได้ย้ายไป ถ้าได้ย้ายก็คงไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้

ตนเองรู้สึกผิดหวังกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาก เพราะว่าสามีเป็นคนทำงาน คนแข็งแกร่ง ไม่เคยขออะไรเลยจากกรมตำรวจ ซึ่งการเดินทางไปร้องเรียนเรื่องการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการโยกย้ายก็ล้าเต็มทีแล้ว จึงได้บากหน้าไปขอความอนุเคราะห์ ขอความเห็นใจที่จะขอย้าย

ผู้กำกับสมเพียร มีอายุ 59 ปี 4 เดือน เดือนพฤศจิกายนนี้ ก็จะครบ 60 ปี ก็เป็นคนแก่คนหนึ่ง ที่มีความต้องการที่จะอยู่กับครอบครัวและลูกหลานในบั้นปลายของชีวิตเท่านั้น เพราะสามีเหนื่อยมามากแล้ว ทำงานมากว่า 39 ปี เขารักในการเป็นตำรวจ และเคยพูดเสมอว่า จะไม่ขอตายในเครื่องแบบ แต่วันนี้เขาได้ลืมคำพูดคำนี้ไปแล้ว เมื่อก่อนเคยปะทะกับคนร้าย อาการสาหัส และตอนนั้นสามีอยากจะไปอยู่ที่สบายๆ แถวภาคอีสานหรือภาคเหนือไปเลย แต่พอเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ สามีกลับไม่ขอไปที่อื่น แต่จะขอมาอยู่ที่อ.บันนังสตา เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกโจรฆ่าตายรายวัน หลังจากที่สามีมาอยู่ที่สภ.บันนังสตาวันแรก สามีถึงกับสงสารตำรวจที่โรงพัก เพราะบริเวณโดยรอบมีแต่รั้วลาดหนามเต็มไปหมด

เมื่อสามีมาอยู่ ก็ได้สั่งให้รื้อลวดหนามออก และบอกกับลูกน้องทุกคนว่า เราคือผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ จะไปกลัวทำไมกับโจร หากเรากลัวแล้วชาวบ้านจะอยู่กันอย่างไร และจะเชื่อมั่นตำรวจได้อย่างไร 

นางพิมพ์ชนา กล่าวอีกว่า สามีได้พูดเสมอว่า ก่อนที่จะเกษียณราชการ เขาอยากจะขอเข้าเฝ้าสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯ ชีวิตของสามีเมื่ออยู่บ้าน ก็เหมือนกับตาแก่คนหนึ่ง ที่อยู่บ้านเลี้ยงหลาน เป็นคนใจดีมาก ไม่ว่ากับที่บ้านหรือลูกน้อง แต่เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ไม่กลัวใคร ชีวิตในครอบครัวไม่มีวันปีใหม่ ไม่มีวันสงกรานต์ หรือเทศกาลสำคัญใดๆ เพราะสามีบอกว่าจะต้องไปอยู่โรงพัก เตรียมความพร้อมและดูแลลูกน้อง ส่วนผู้เป็นภรรยาต้องมีความอดทนอดกลั้นมาโดยตลอด

สุดท้ายนี้ อยากจะบอกกับสามีว่า “พ่อผิดคำพูดที่พ่อบอกว่า พ่อไม่อยากจะตายในเครื่องแบบ” และเมื่อเกษียณไปแล้ว อยากจะไปนั่งร้านน้ำชา นินทาเพื่อน อยากจะอยู่ด้วยกันสักครั้ง แบบครอบครัวที่มีทั้งพ่อแม่ลูกและหลานๆ ในปีสุดท้าย แต่ชีวิตก็กลับมาเป็นอย่างนี้ไปได้ ก็เพราะทางผู้บังคับบัญชาไม่ให้ย้าย